เลือก Facade กระจกอย่างไร ให้คุ้มค่า สวยงาม และเตรียมพร้อมสู่ยุค Energy Harvesting

ในวงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ หากเปรียบโครงสร้างเสาและคานเป็น "กระดูก" ของอาคาร Facade (ฟาซาด) หรือเปลือกอาคาร ก็เปรียบเสมือน "ผิวหนัง" ที่ทำหน้าที่ปกป้องผู้อยู่อาศัยจากสภาพอากาศ ภูมิอากาศ และมลภาวะ

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ทีมงานของเราคลุกคลีอยู่กับงานออกแบบและติดตั้งระบบผนังกระจก เราเห็นวิวัฒนาการของวัสดุชนิดนี้มาโดยตลอด จากกระจกใสธรรมดา สู่กระจกประหยัดพลังงาน และในวันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผิวหนังของอาคารสามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง

บทความนี้ เราอยากชวนเจ้าของโครงการ สถาปนิก และผู้สนใจมาร่วมเจาะลึกเรื่องราวของ "กระจก Facade" ตั้งแต่ประเภทพื้นฐาน ระบบการติดตั้ง ไปจนถึงเทรนด์แห่งอนาคตอย่าง กระจกเก็บพลังงาน (Energy Harvesting Glass) เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้อย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์ที่สุด

ประเภทของกระจกสำหรับงาน Facade (Glass Types)

การเลือกกระจกไม่ได้เริ่มจากชื่อรุ่นหรือชื่อทางเทคนิค แต่เริ่มจากคำถามว่า กระจกแผ่นนี้ต้องทำหน้าที่อะไรให้กับอาคาร ดังนั้นเราสามารถแบ่งกระจก Facade ออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามบทบาทการใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้การเลือกสเปกกระจกเป็นไปตามความต้องการ และการใช้งานมากยิ่งขึ้น

When selecting glass for a facade, it is important to understand the function of each area, such as curtain wall or window and door systems.

กลุ่มกระจกพื้นฐาน: Float / Tinted

ถ้าพูดในมุมของการนำไปติดตั้ง Façade กระจกในกลุ่มนี้ยังไม่ใช่กระจกสำเร็จที่สามารถนำไปติดตั้ง Facade ได้โดยตรง ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปด้านความปลอดภัย เช่น อบเป็น Tempered หรือทำเป็น Laminated เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความแข็งแรงและความปลอดภัยก่อนนำไปใช้งานจริง โดยกระจกกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆได้แก่

1. Float Glass: กระจกใสมาตรฐานในรูปแบบแผ่นเรียบจากโรงงาน

2. Tinted Glass: กระจกสี (เทา เขียว น้ำตาล ฯลฯ) ที่ช่วยลดแสงบางส่วน แต่ไม่ใช่การลดความร้อนที่ส่งผ่านเข้ามาที่ตัวอาคาร

กลุ่มกระจกคุมความร้อน-แสง: Low‑E / Solar Control

1. Low‑E Glass (กระจกโลว์อี): กระจกเคลือบผิวเพื่อช่วย “จำกัดการถ่ายเทความร้อน” ขณะยังให้แสงธรรมชาติผ่านได้ดี

2. Solar Control Glass: เน้นลดพลังงานความร้อนจากแดด (Solar Heat Gain) และแสงจ้า เหมาะกับอาคารที่หันทิศรับแดดแรง หรือพื้นที่ที่ต้องการคุมปริมาณแสงที่ส่องเข้ามาที่อาคาร

กลุ่มกระจกเพื่อความปลอดภัย: Tempered / Laminated / Insulated Glass Unit

1. กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass): กระจกเคลือบผิวเพื่อช่วย “จำกัดการถ่ายเทความร้อน” ขณะยังให้แสงธรรมชาติผ่านได้ดี

ข้อดี: แข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา 4-5 เท่า เมื่อแตกจะเป็นเม็ดข้าวโพดเล็กๆ ลดอันตรายจากการบาด
ข้อเสีย: ไม่สามารถตัดหรือเจาะหลังจากการอบได้ และมีโอกาสเกิด Spontaneous Breakage (การแตกด้วยตัวเอง) ได้บ้างหากมีสารปนเปื้อนในเนื้อกระจก
การใช้งาน: เหมาะกับประตูบานเปลือย หรือจุดที่ต้องการความแข็งแรงสูง

2. กระจกนิรภัยลามิเนต (Laminated Glass): การนำกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปมาประกบกัน โดยมีฟิล์ม PVB หรือ SentryGlas คั่นกลาง

ข้อดี: เมื่อแตกเศษกระจกจะยังยึดติดกับฟิล์ม ไม่ร่วงหล่นลงมา ช่วยกันเสียงรบกวนได้ดี และกันรังสียูวีได้สูง
ข้อเสีย: มีราคาสูงกว่ากระจกเทมเปอร์ และหากขอบกระจกสัมผัสความชื้นเป็นเวลานานอาจเกิดฟองอากาศหรือการแยกชั้น (Delamination) ของฟิล์มได้
การใช้งาน: เหมาะสำหรับ Curtain Wall อาคารสูง ราวกันตก หรือพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด (Safety & Security)

3. กระจกฉนวนความร้อน (Insulated Glass Unit / IGU): หรือกระจกสองชั้น (Double Glazing) เป็นกระจกที่มีช่องว่างอากาศ (Air Gap) ตรงกลางที่อาจบรรจุด้วยอากาศแห้งหรือก๊าซเฉื่อย (Argon)

ข้อดี: เป็นที่สุดของ กระจกอาคารประหยัดพลังงาน สามารถกันเสียงและกันความร้อนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ กันอุณหภูมิจากภายนอกเข้าในอาคาร หรือภายในอาคารออกนอกอาคาร
ข้อเสีย: ราคาสูงและมีน้ำหนักมากทำให้ต้องใช้โครงสร้างเฟรมที่หนาขึ้น นอกจากนี้หากซีลขอบเสื่อมสภาพ อาจเกิดฝ้า (Condensation) ภายในช่องว่างระหว่างกระจกได้
การใช้งาน: อาคารสำนักงานเกรด A, โรงแรมหรู, และอาคารเขียว (Green Building) ที่ต้องการขอรับรองมาตรฐาน LEED หรือ TREES อาคารที่มีความต้องการในการเก็บอุณหภูมิไว้ภายในอาคาร หรือ ไม่ให้อุณหภูมิภายนอกที่ต่างมากหลุดเข้ามาภายในอาคาร

นวัตกรรมแห่งอนาคต: เมื่อกระจกไม่ได้มีไว้แค่ "กั้น" แต่มีไว้ "เก็บ" (The Future of Glass)

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Energy Building หรืออาคารที่ใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ เทรนด์ของวัสดุเปลือกอาคารจึงไม่ได้หยุดแค่การป้องกันความร้อน แต่ต้องสามารถ “ผลิตพลังงาน” ได้ด้วย
นี่คือจุดเริ่มต้นของ “กระจกเก็บพลังงาน” หรือ “ฟาซาดเก็บพลังงานแสงอาทิตย์” (Solar Facade / BIPV – Building Integrated Photovoltaics) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เราให้ความสนใจและศึกษาอย่างใกล้ชิด

Solar Glass คืออะไร?

Solar Glass คือนวัตกรรมที่ผสานเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cells) เข้ากับกระจกอาคาร ทำให้พื้นที่ผิวของตึกที่เคยเป็นแค่ผนังกันแดดกันฝน สามารถเปลี่ยนแสงแดดให้เป็นพลังงานไฟฟ้าสะอาดได้
ความหลากหลาย: ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้กำลังพัฒนาไปในหลายรูปแบบ ทั้งแบบ Opaque (ทึบแสง) ที่เหมาะสำหรับติดตั้งบริเวณ Spandrel (ส่วนทึบระหว่างชั้น) หรือผนังด้านทิศตะวันตกที่รับแดดจัด และแบบ Semi-Transparent (โปร่งแสง) ที่ยอมให้แสงส่องผ่านได้บ้างแต่ยังคงผลิตไฟได้

ข้อดีในระยะยาว: นอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของอาคารแล้ว ยังช่วยเพิ่มคะแนนในการประเมินอาคารเขียว (LEED/WELL) และสร้างภาพลักษณ์ (Brand Image) ที่ดีให้กับองค์กรในด้านความยั่งยืน (ESG)
แม้ว่าในประเทศไทย เทคโนโลยี Solar Glass อาจจะยังดูเป็นเรื่องใหม่ แต่ด้วยทิศทางของโลกและเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เราเชื่อว่าในเร็วๆ นี้ ระบบผนังกระจก ที่ผลิตไฟได้ จะกลายเป็น Standard ใหม่ของอาคารระดับ World Class อย่างแน่นอน

ระบบการติดตั้ง Facade (Installation Systems) เลือกแบบไหนดี?

ความสวยงามของกระจก จะสมบูรณ์แบบได้ต้องอาศัย “ระบบการติดตั้ง” ที่เหมาะสมกับโครงสร้างและระยะเวลาการก่อสร้าง
ความสวยงามของกระจกฟาซาด จะสมบูรณ์แบบได้ต้องอาศัย "ระบบการติดตั้ง" ที่เหมาะสมกับโครงสร้างและระยะเวลาการก่อสร้าง รวมถึงการติดตั้งที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

ระบบ Stick System

เป็นการติดตั้งชิ้นส่วนต่างๆ (โครงอลูมิเนียมและกระจก) ทีละชิ้นที่หน้างาน

ข้อดี: มีความยืดหยุ่นสูง ปรับแต่งหน้างานได้ง่าย เหมาะกับอาคารที่มีรูปทรงซับซ้อน หรือ Facade อาคารที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก
ข้อเสีย: ใช้เวลาติดตั้งนาน ควบคุมคุณภาพยากกว่าเพราะขึ้นอยู่กับฝีมือช่างหน้างานเป็นหลัก
การใช้งาน: เหมาะกับอาคารความสูงไม่มาก (Low to Mid-rise) งานปรับปรุงอาคาร (Renovation) หรืออาคารที่มีรูปทรงซับซ้อนและมีรายละเอียดรอยต่อเยอะ

ระบบ Unitized System

เป็นการประกอบกระจกเข้ากับเฟรมอลูมิเนียมสำเร็จรูปจากโรงงาน แล้วยกไปติดตั้งทีละแผง (Panel) ที่หน้างาน

ข้อดี: ติดตั้งรวดเร็วมาก ควบคุมคุณภาพได้ดีเยี่ยม (Factory Controlled) กันน้ำรั่วซึมได้ดีกว่า เหมาะสำหรับตึกสูง (High-rise)
ข้อเสีย: ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าที่แม่นยำ และต้องใช้เครื่องจักรในการยกติดตั้ง
การใช้งาน: เป็นมาตรฐานสำหรับอาคารสูง (High-rise) อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ หรือโรงแรมที่ต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้างและคุณภาพสูง

ระบบ Spider System

ระบบยึดกระจกด้วยตัวจับ (Fitting) สแตนเลส โดยไม่มีเฟรมอลูมิเนียมมาบดบังสายตา

ข้อดี: ให้ความโปร่งโล่ง หรูหรา ทันสมัย (Transparency)
ข้อเสีย: มีต้นทุนสูงกว่าระบบอื่นทั้งค่าวัสดุและค่าแรงติดตั้ง ต้องอาศัยการคำนวณโครงสร้างที่แม่นยำมาก และต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญสูงเป็นพิเศษเพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึม และไม่สามารถใช้กับตึกสูงได้
การใช้งาน: เหมาะสำหรับโถง Lobby, Showroom หรือทางเข้าอาคารที่ต้องการโชว์พื้นที่ภายใน

สรุป

งาน Facade ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว การเลือกใช้ กระจกอาคาร ที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะทำให้อาคารสวยงามโดดเด่น แต่ยังช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา

ที่ Facade Solution เราไม่ได้มองแค่โจทย์ของวันนี้ แต่เรามองไกลไปถึงอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบผนังกระจกมาตรฐานสากล หรือเทคโนโลยีใหม่อย่าง ฟาซาดเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ โลกของกระจกหมุนเร็ว และเราพร้อมหมุนไปพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโครงการของคุณ
Facade Solution เราไม่ได้มองแค่โจทย์ของวันนี้ แต่เรามองไกลไปถึงอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบผนังกระจกมาตรฐานสากล หรือเทคโนโลยีใหม่
สนใจปรึกษาเรื่องงานออกแบบติดตั้ง Facade ระบบ Curtain Wall หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีกระจก